สังคมผู้สูงอายุ

จับตา 8 ธุรกิจมาแรง! ต้อนรับ สังคมผู้สูงอายุ ประจำปี 2020

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าผู้คนเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้นเกี่ยวกับกระแส สังคมผู้สูงอายุ เห็นได้จากปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ และประเทศไทยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น งานนี้ HSEM MOTOR จึงไม่รอช้า ขอนำเสนอธุรกิจมาแรง รับสังคมผู้สูงอายุในปี 2020 รู้ก่อน ทำก่อน รวยก่อนแน่นอน! จะมีธุรกิจอะไรบ้าง เลื่อนไปอ่านข้อมูลได้ที่ข้างล่างนี้เลย

สถานการณ์ผู้สูงอายุในปี 2019 กับ การเคาท์ดาวน์สู่ สังคมผู้สูงอายุ!

ก่อนที่เราจะมาพูดถึงธุรกิจมาแรงต้อนรับ สังคมผู้สูงอายุ ในปี 2020 นี้ HSEM MOTOR ขอเกริ่นถึงสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันกันก่อนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดย “ผู้สูงอายุ” หรือ กลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี เป็นต้นไป เรียกได้ว่าเป็นประชากรกลุ่มเฉพาะกลุุ่มหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงจะมีปัญหาด้านสุขภาพมากที่สุด ทำให้ต้องได้รับการดูแลด้วยกระบวนการพิเศษในการเข้าถึงการเสริมสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดี

โดยพญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะมีสัดส่วนผู้สูงอายุ ร้อยละ 17 และจากสถิติข้อมูลของกรมอนามัยเองพบว่า

ผู้สูงอายุที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในประเทศไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 มีจำนวน 11,030,287 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 804,965 คน จากจำนวนผู้สูงอายุเพียง 10,225,322 คน เรียกได้ว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก 

ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีมาตรการเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยขึ้น นับว่าเป็นสัญญานที่ดีในการรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยมาตรการนี้จะจัดให้มีการจัดหางานผู้สูงวัย (Smart Job Center) เพื่อส่งเสริมให้มีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทที่จ้างผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยตำแหน่งที่ต้องการผู้สูงอายุมากที่สุดคือ แรงงานด้านการผลิต พนักงานทั่วไป เจ้าหน้าที่สำนักงาน แรงงานประมง และพนักงานขายตามลำดับ

ธุรกิจมาแรง! รับสังคมผู้สูงอายุ ปี 2020

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เนื่องจากในปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลง สวนทางกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ประเมินว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2564 เท่ากับว่าอีกไม่นาน เราจะมีประชากรผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนหลักของประเทศ นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่คุณจะทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ ตรงใจผู้สูงอายุ ว่าแต่งานนี้จะมีธุรกิจอะไรบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า!

1. ที่ปรึกษาวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ

เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่ผู้สูงอายุกังวลมากที่สุดอันดับต้น ๆ ก็คือ ฐานะทางการเงินหลังเกษียณอายุ เนื่องจากภายหลังการเกษียณอายุนั้นเหล่าผู้สูงอายุก็จะไม่มีรายรับจากงานประจำอีกต่อไป มีแต่รายจ่ายเท่านั้น ซึ่งเงินเก็บที่มีก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้หรือเปล่า เนื่องจากช่วงที่อยู่ในวัยทำงานยังไม่เห็นถึงความสำคัญในการวางแผนการเงินสักเท่าไหร่

นี่จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน เพราะค่าอายุเฉลี่ยของคนไทยนั้นมีทิศทางสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินหลังเกษียณอายุเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลายคนจึงเลือกใช้นักการเงินมืออาชีพมาช่วยลดความเสี่ยงนี้ออกไป

2. ประกันภัยเพื่อสังคมผู้สูงอายุ

แม้ว่าธุรกิจประกันภัยจะเป็นธุรกิจที่อยู่ในสังคมไทยมาอย่างช้านาน แต่เชื่อเถอะว่าอาชีพนี้ยังไม่ถึงทางตัน เนื่องจากในปัจจุบันคนไทยเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการทำประกันภัยมากขึ้น และวัยของผู้สูงอายุเองก็มีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว จะดีกว่าไหมหากเราพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสใช้ปัญหาประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำธุรกิจประกันภัย รับรองว่าธุรกิจนี้จะทำเงินให้คุณได้แน่นอน!

3. ฟิตเนสเทรนเนอร์เฉพาะทางสำหรับผู้สูงอายุ

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีฟิตเนสเทรนเนอร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ฟิตเนสเทรนเนอร์ที่เจาะตลาดผู้สูงอายุโดยเฉพาะนั้นแทบจะไม่มี จะดีกว่าไหมหากคุณลองพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำฟิตเนสเทรนเนอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุเพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพ หากใครสามารถตอบสนองความต้องการจุดนี้ได้ รับรองว่าลูกค้าล้นหลามแน่นอน

4. ธุรกิจความงามเพื่อการชะลอวัย รับสังคมผู้สูงอายุ

จริงอยู่ที่คนเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของเราย่อมเปลียนแปลงไปด้วย แน่นอนว่าหลายคนก็คงไม่มีใครอยากจะดูแก่ ไม่สดใส ไม่อ่อนวัย นี่จึงเป็นโอกาสของธุรกิจความสวยความงามเพื่อผู้สูงอายุ  โดยในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผู้ประกอบการหลายรายที่หันมาเจาะตลาดผู้สูงอายุโดยเฉพาะ โดยการนำเอาสมุนไพรมาผสานกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพใหม่ ๆ เพื่อช่วยในเรื่องชะลอวัย

5. ธุรกิจสัตว์เลี้ยงดูแลผู้สูงอายุ

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่าปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น เป็นเพราะคนไทยนิยมอยู่คนเดียวกันมากขึ้น และแยกตัวออกไปอยู่แบบครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วน เมื่อถึงวัยเกษียณแล้วเกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมาจากการที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยคลายเหงาแล้ว ยังช่วยสร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุได้อีกด้วย 

นี่จึงเป็นคำตอบที่ทำให้เกิดธุรกิจสัตว์เลี้ยงขึ้นมามากมาย หากคุณสนใจทำธุรกิจนี้ HSEM MOTOR ขอแนะนำว่าให้มีการฝึกสัตว์เลี้ยงเพื่อดูแลผู้สูงอายุด้วย จะได้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปี 2020

6. เฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ

เพราะสุขภาพร่างกายของผู้สูงอายุนั้นไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน เพียงนอนผิดท่า หันผิดจังหวะ หรือใช้ที่นอน หมอนที่ไม่ถูกกับสรีระ ย่อมทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้ ดังนั้นการสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์เพื่อรองรับความต้องการทางด้านกายภาพของผู้สูงอายุ จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่กำลังมองหาลู่ทางใหม่ ๆ ยิ่งถ้าบริษัทไหนสามารถรีโนเวทห้องและบ้านได้ด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะมันจะช่วยต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก

7. อาหารเพื่อสุขภาพต้อนรับ สังคมผู้สูงอายุ

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่ากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคลีน อาหารออร์แกนิก รวมทั้งวิตามิน อาหารเสริมต่าง ๆ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่ผู้สูงอายุ เพราะการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากกับผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน การเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพ ดังนั้นใครที่อยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ ๆ เราขอแนะนำเลยว่าอาชีพนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

8. สถานดูแลผู้สูงอายุ

อย่างที่เราได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าในปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่ต้องมีการวางแผน คนโสดท่านใดที่ไม่ได้แต่งงานก็จะต้องหาสถานดูแลผู้สูงอายุกันเอาไว้แต่เนิ่น ๆ ด้วย 

โดยรูปแบบการดูแลสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ให้บริการผู้สูงอายุเข้ามาพักอาศัยในบ้าน หรืออาจจะเป็นอพาร์ตเมนต์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และเพิ่มการบริการด้านการแพทย์เข้ามา ตอบโจทย์อย่างมากกับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการเจ็บป่วย ต้องไปพบแพทย์อยู่บ่อยครั้ง งานนี้ใครที่ไม่อยากพลาดธุรกิจทำเงิน HSEM MOTOR ว่าธุรกิจนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

และนี่ก็คือ 8 ธุรกิจมาแรง! รับสังคมผู้สูงอายุ ปี 2020 งานนี้ใครที่มองเห็นโอกาสและสนใจในธุรกิจไหน ก็อย่ารอช้า! รีบสร้างหนทางให้ตัวเองกันได้เลย อย่ามัวแต่กลัว ดังคำกล่าวที่ว่า “ความล้มเหลวที่น่ากลัวที่สุด คือ การกลัวที่จะเริ่มต้นเสียตั้งแต่แรก” (Leo Buscalia) ถ้ามัวแต่กลัวโอกาสก็จะยิ่งห่างไกลมากขึ้น ฉะนั้นคิดได้แล้วก็ลุย!

ผู้ว่าเพชรบุรี

เพชรบุรี กับ พลังงานสะอาด จาก เอช เซม มอเตอร์

นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมหน่วยงานราชการและนักธุรกิจในจังหวัดเพชรบุรี ให้ความสนใจและร่วมทดสอบประสิทธิภาพรถกอล์ฟไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้าของบริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ในกิจกรรม “SEV & STC” ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ลงตัวกับทุกการใช้งาน

โดยมี นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ให้การต้อนรับ ณ ลานจอดรถรีเจนซี่ วิง โรงแรม เดอะ รีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท จังหวัดเพชรบุรี

อุบัติเหตุ

จริง หรือ โกหก! ฟังเพลงสนุกเกินไป เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนน

ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยจริง ๆ ว่า การฟังเพลงสนุกขณะขับรถเนี่ยนะ ทำให้เกิด “อุบัติเหตุ” ได้ วันนี้ HSEM MOTOR จึงไม่รอช้า! หาคำตอบมาให้คุณผู้อ่านเรียบร้อยแล้ว งานนี้การฟังเพลงสนุกเกินไปจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ เลื่อนลงไปอ่านสาระดี ๆ จากเราได้เลย!

ตอบคำถามที่หลายคนสงสัย ฟังเพลงสนุกเกินไปอาจเกิดอุบัติเหตุได้?

สำหรับใครที่กำลังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ HSEM MOTOR ขอบอกเลยว่า การฟังเพลงสนุกมากเกินไปนั้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้จริง!

จากการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเซาท์ไชน่า (South China University of Technology) พบว่า การฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วมากกว่า 120bpm (ครั้งต่อนาที) มีแนวโน้มที่จะขับรถแย่ลง

โดยการทดสอบดังกล่าวได้ให้ผู้เข้าร่วมใช้เครื่องจำลองการขับรถ โดยเซตให้อยู่บนถนนมอเตอร์เวย์ 6 เลน ในระยะเวลา 20 นาที พร้อมเปิดเพลงประเภทหนึ่งไปด้วย และขับแบบขับเงียบ ๆ ไม่เปิดเพลง ผลปรากฏว่าคนขับรถจะเปลี่ยนเลนโดยเฉลี่ย 70 ครั้ง/ชั่วโมง แต่จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 140 ครั้ง/ชั่วโมง เมื่อเปิดเพลงร็อกที่มีจังหวะมัน ๆ แถมเพลงแนวนี้ยังทำให้คนขับรถเร็วขึ้นจากเดิมประมาณ 16 กิโลเมตร/ชั่วโมงอีกด้วย

สอดคล้องกับงานวิจัยโครงการมัลติมีเดียเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ขับขี่รถยนต์ของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ที่พบว่า

“การขับขี่บนถนนแบบปกติต้องใช้พลังงานสมองมากถึง 85% เรียกได้ว่าสูงมากขาดอีก 15 % ก็จะครบขีดจำกัดการทำงานของสมองแล้ว นั่นจึงทำให้ขณะที่คุณกำลังขับรถไม่ควรจะทำอะไรเลย แม้กระทั่งการฟังเพลง เพราะเสียงเพลงอาจทำให้คุณหลุดโฟกัสจากการขับรถได้”

5 กิจกรรมที่ทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

จริงอยู่ที่การฟังเพลงขณะขับรถนั้นอาจทำให้คุณหลุดโฟกัสกับการขับรถจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า นอกจากการฟังเพลงแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นอีกที่ทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ งานนี้จะมีกิจกรรมอะไรบ้าง HSEM MOTOR หาคำตอบมาให้คุณแล้ว!

1. “โทรศัพท์มือถือ” ปัจจัยหลักของการเกิดอุบัติเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นการคุยโทรศัพท์ ตอบแชทลูกค้า  หรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามแต่ขณะขับรถ HSEM MOTOR ขอบอกเลยว่าสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก! เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติถึง 4 เท่า เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นปฏิกิริยาตอบสนองจะช้าลงกว่าปกติ 0.5 วินาที 

2. รับประทานอาหารบนรถ อิ่มท้องจริงแต่เสี่ยงเกิด “อุบัติเหตุ”

ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าการพกอาหารขึ้นมารับประทานบนรถยนต์คือคำตอบที่ดีที่สุดในการประหยัดเวลา แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าการทำแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะคุณต้องผละมือข้างหนึ่งมาหยิบจับอาหาร ใครที่ควบคุมพวงมาลัยได้ไม่ดี หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์กระชั้นชิดขึ้นอาจควบคุมทิศทางรถไม่ได้ จนเลยเถิดไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้

3. ให้เด็กนั่งตักขณะขับรถ อุบัติเหตุที่มีคุณเป็นจุดเริ่มต้น

สำหรับพ่อแม่บางท่านที่คิดว่าการให้ลูกนั่งตักขณะขับรถไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร HSEM MOTOR ขอบอกเลยว่า “ไม่จริง!” เพราะการมีเด็กมานั่งบนตักในขณะที่กำลังขับรถอยู่อาจจะทำให้ประสิทธิภาพการขับรถของคุณลดลงได้ เนื่องจากเด็กอาจเล่นพวงมาลัยหรือเกียร์ ทำให้คนขับสูญเสียสมาธิในการควบคุมรถ จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเด็กที่นั่งบนตักจะได้รับแรงกระแทกมากกว่า อาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ ทางที่ดีควรให้เด็กนั่งบนคาร์ซีทจะปลอดภัยกับเด็กและตัวคุณมากกว่า

4. ดูโทรทัศน์ขณะขับรถไปด้วย เสี่ยงสมาธิหลุดจนเกิดอุบัติเหตุ

อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่า การขับรถนั้นใช้พลังงานสมองสูงถึง 80 % ดังนั้นการที่คุณผู้อ่านเปิดทีวีในรถเอาไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ดู แต่แสง สี เสียง ที่ได้รับจากโทรทัศน์ย่อมรบกวน และทำให้สมาธิในการขับรถของคุณลดลงอยู่ดี 

5. แต่งหน้าขณะขับรถ เสี่ยงตายไม่รู้ตัว

“เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย” สำหรับคำกล่าวนี้ HSEM MOTOR อดเห็นด้วยไม่ได้จริง ๆ แต่คุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้ง ความสวยก็สามารถหยุดได้ถ้าคุณกำลังขับรถอยู่ เพราะการแต่งหน้าขณะขับรถนั้น อาจทำให้คุณเสียสมาธิจนเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะการแต่งหน้าบนรถ จะทำให้ความสนใจของเราไปจดจ่ออยู่กับกระจกแทน จนอาจลืมไปว่ากำลังขับรถอยู่

อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้นว่า การขับรถยนต์นั้นใช้พลังงานสมองสูงถึง 80 % เมื่อคุณแบ่งพลังงานสมองไปทำกิจกรรมอื่นเพียงครู่เดียวก็อาจทำให้ปฏิกิริยาการตอบสนองของคุณช้าลงจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้!

รัชการที่-9

วันหยุดนี้ต้องไป! กับ 9 ที่เที่ยวตามรอย โครงการพระราชดำริ รัชการที่ 9


วันหยุดสำคัญทั้งที แบบนี้ต้องออกไปเที่ยว กับ 9 สถานที่ตามรอย โครงการพระราชดำริ ของในหลวงรัชการที่ 9 งานนี้แต่ละ สถานที่ท่องเที่ยวจะมีความโดดเด่นและสวยงามขนาดไหน ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวแบบใหม่ ๆ ไม่ควรพลาด!

9 สถานที่ท่องเที่ยวตามรอย โครงการพระราชดำริ รัชการที่ 9

1. “โครงการพระราชดำริปางตอง 2” (ปางอุ๋ง)

ตั้งอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยในอดีตปางอุ๋งเป็นหนึ่งในพื้นที่สีแดง เนื่องจากอยู่ติดแนวชายแดนพม่า ทำให้มีการขนส่งยาเสพติด ปลูกพืชเสพติด และบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริรวบรวมราษฎรบริเวณพื้นที่นี้ และพัฒนาความเป็นอยู่ สร้างอ่างเก็บน้ำ ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

ทำให้ปางอุ๋ง ณ เวลานี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ที่คนไทยจะต้องไปให้ได้สักครั้ง ว่ากันว่าที่นี่สวยจนถูกยกให้เป็น “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” เลยก็ว่าได้ นอกจากวิวสวย ๆ น่าประทับใจที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมาย อาทิ การชมพระอาทิตย์ขึ้น ล่องแพท่ามกลางสายหมอกเย็น ๆ เพื่อศึกษาธรรมชาติ 2 ข้างทาง เป็นต้น ไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดก็คือ หงส์สีขาวและสีดำที่ออกมาโชว์ตัวคู่กันให้ได้ชมอยู่เสมอ 

2. โครงการพระราชดำริชั่งหัวมัน

สำหรับโครงการนี้เกิดขึ้นจากความเอาพระทัยใส่ของพระองค์ ที่ทรงมีต่อเกษตรกรในการที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากในอดีตพื้นที่ตรงนี้มีความแห้งแล้งเป็นอย่างมาก โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินที่บ้านหนองคอกไก่ ตำบลเขากระปุก จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 250 ไร่เพื่อให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 

ซึ่ภายในโครงการมีกังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อเป็นพลังงานทดแทน ผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษ แปลงปลูกข้าว ฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่ และแปลงเกษตรที่จัดเป็นสวนสวยให้ชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา มาศึกษาหาความรู้ทางด้านเกษตร นอกจากนี้ยังมีบริการเช่าจักรยานให้นักท่องเที่ยวได้ปั่นเที่ยวชมบรรยากาศภายในไร่อีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่จะต้องได้ความรู้กับภาพสวย ๆ กลับบ้านแน่นอน!

3. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

ก่อตั้งตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชให้พิจารณาหาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาอาชีพการประมงและการเกษตร ในเขตที่ดินชายฝั่งทะเลและจัดหาพื้นที่ป่าสงวนที่เสื่อมโทรมหรือพื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา 

โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตั้งอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2525 เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการศึกษาสาธิต และการพัฒนาในเขตที่ดินชายทะเล โดยวางแผนพัฒนาการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสมและยั่งยืน ภายในศูนย์มีห้องบรรยาย ศูนย์ข้อมูล ห้องสมุด เปิดบริการสำหรับคนทั่วไป แถมยังมีการสาธิตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอีกด้วย ตอบโจทย์สุด ๆ สำหรับคนที่อยากได้ความรู้กับภาพสวยไปประดับ Facebook และ instagram

4. ทุ่งโปรงทอง

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ขนาด 6,000 ไร่ มีพันธุ์ไม้ชายเลนมากมายหลากหลายชนิด แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่และที่หลบภัยของสัตว์นานาชนิด โดยมีทางเดินเป็นสะพานไม้ระยะทางทั้งหมด 1 กิโลเมตร ระหว่างทางมีต้นไม้ชายเลนมากมาย 

โดยไฮไลท์สำคัญก็คือ! ทางเดินที่ทอดผ่านป่าทุ่งโปรง ตอบโจทย์สุด ๆ สำหรับคนที่อยากได้ภาพไปลง Facebook  instagram เพราะมุมตรงนี้สวยมากจริง ๆ ใครที่อยากหลีกหนีจากความวุ่นวาย มาสัมผัสบรรยากาศดี ๆ ลมเย็นสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ ทุ่งโปรงทองคือคำตอบ HSEM MOTOR บอกเลย!

ขอบคุณภาพจาก www.autoinfo.co.th

5. สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่

เป็นสภานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตเลยก็ว่าได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียงใหม่ เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงาม โดยที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการขึ้น โดยใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ชาวไทยภูเขาเลิกปลูกฝิ่นหันมาปลูกพืชเมืองหนาวแทน

งานนี้ใครที่อยากจะมีโมเมนท์ชมซากุระแต่งบไปไม่ถึงญี่ปุ่น HSEM MOTOR บอกเลยว่าสถานีเกษตรหลวงอ่างขางคือคำตอบ! ถ้าจะให้ดีมาช่วงเดือนมกราคมจะดีที่สุด รับรองว่าคุณจะได้ภาพสวย ๆ จากซากุระเมืองไทยอย่างดอกนางพญาเสือโคร่งแน่นอน

6. เขื่อนขุนด่านปราการชล

ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 13 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2540 – 2552 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน ให้ราษฎรทางตอนล่างมีน้ำใช้ทำการเกษตร การอุปโภคบริโภคเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง 

โดยเขื่อนขุนด่านปราการชลนับเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,720 เมตร ความสูง 93 เมตร พร้อมรับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีความจุถึง 224 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครนายกอีกด้วย

7. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นเขื่อนดินที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศไทย สร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร การอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ เริ่มก่อสร้างในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 

นอกจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะทำหน้าที่กักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำจังหวัดลพบุรีอีกด้วย โดยภายในบริเวณเขื่อนยังมีพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก ที่แสดงความเป็นมาของเขื่อน ความรู้ด้านธรรมชาติ  และเป็นที่หยุดรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยสายพิเศษ กรุงเทพ-เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เปิดให้บริการในช่วงเทศกาลการท่องเที่ยวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมของทุกปี งานนี้ใครไม่อยากพลาดสถานที่ท่องเที่ยววิวสวย เปี่ยมไปด้วยความรู้ไม่ควรพลาด!

8. โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

สถานที่ท่องเที่ยวสุดชิค ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปสุด ๆ โดยประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ สร้างขึ้นจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาคลองลัดโพธิ์ให้กลายเป็นทางระบายน้ำ มีช่องประตูระบายทั้งหมด 4 ช่อง ซึ่งจะเปิดประตูระบายน้ำทันทีเมื่อน้ำท่วมขัง และปิดประตูระบายน้ำเมื่อเกิดน้ำทะเลหนุนสูง ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ทั้งยังติดตั้งกังหันทดน้ำไว้ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย

9. สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์

ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่บนพื้นที่ 150 ไร่ โดยสร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเพื่อวิจัยค้นคว้าข้อมูลเป็นแนวทางที่จะนำเอาผลจากการวิจัยมาส่งเสริมอาชีพเป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกร ซึ่งใครที่มาที่นี่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้รูปสวย ๆ กลับบ้านไปอีกเพียบแน่นอน เพราะที่นี่เขามีทัศนียภาพที่งดงาม ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในต่างประเทศ ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าหนาวของไทยด้วยและละก็ รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสกับทัศนียภาพใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแน่นอน! 

และนี่ก็คือ 9 สถานที่ที่ HSEM MOTOR นำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้ งานนี้ใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ที่เราแนะนำ เราขอบอกเลยค่ะว่าตองไป! เพราะเมืองไทยมีอะไรสวยงามอีกเยอะ ยิ่งช่วงหน้าหนาวแบบนี้ บอกเลยว่าต้องไปตามเก็บสถานที่เหล่านี้ให้ครบ รับรองว่าคุณจะได้บรรยากาศดี ๆ ตอบโจทย์ ตรงใจ ค่าใช้จ่ายน้อยแน่นอน 

เพชรบุรี

เอช เซม มอเตอร์ ปักหมุดกิจกรรม ณ จังหวัดเพชรบุรี

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด เข้าพบคุณธานินทร์ ถิตตยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี คุณอารี โชติวงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี และ คุณวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก และประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี

เพื่อขอคำแนะนำในโอกาสที่จะไปจัดกิจกรรม SEV&STC ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ลงตัวทุกการใช้งาน ณ จังหวัดเพชรบุรี ในเดือนธันวาคมนี้ ด้วยพันธกิจของบริษัทที่มุ่งมั่น ตั้งใจที่จะคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิตและบริการเพื่อผู้ประกอบการทุกท่าน

ฝุ่น-PM2.5

จริง หรือ มั่ว! ฝุ่น PM2.5 = ตัวการโรคสมอง

หลายคนคงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ฝุ่น PM2.5 กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้เจ้าฝุ่นจิ๋วตัวร้ายจะกลายเป็นเรื่องคุ้นเคยกันไปแล้วสำหรับคนกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามจังหวัดใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ กับปัญหา ฝุ่น pm2.5 มีความหนาแน่นสูงจนทำให้สุ่มเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดในสมอง และ โรคมะเร็งปอด แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าในปี 2019 นี้ ได้ค้นพบเพิ่มเติมว่า ฝุ่น PM2.5 คือตัวการของโรคสมอง งานนี้จะจริงหรือโกหก HSEM MOTOR หาคำตอบมาให้คุณแล้ว!

ส่อง PM2.5 ฝุ่นจิ๋ว ตัวร้ายสุดอันตราย

ก่อนที่เราจะพูดถึงฝุ่น PM2.5 นั้น ต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า PM ย่อมาจาก Particulate Matters ซึ่งเป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ PM 10 และ PM 2.5 โดยตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตรนั่นเอง ด้วยความที่มันมีอนุภาคขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร เราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมาแผ่อยู่รวมกันเราก็สามารถเห็นได้เป็นหมอกควันหนา

สำหรับฝุ่น PM 2.5 เมื่อตามความเป็นจริงแล้ว ถือได้ว่าเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์มากที่สุดเลยก็ว่าได้ หากอิงตามข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกได้ออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก เส้นผมที่ว่ามีขนาดเล็กแล้ว เจ้าฝุ่น PM 2.5 ยังเล็กกว่าถึง 20 เท่า ทำให้เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอด และหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว 

โดยฝุ่น PM2.5 นั้นมีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ยานยนต์ การเผาไหม้วัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม ด้วยลักษณะตัวเมืองที่มีตึกสูงรายล้อมอย่างกรุงเทพ ทำให้เมืองมีลักษณะคล้ายกับแอ่งกระทะ เกิดการสะสมของเจ้าฝุ่นร้ายได้ง่าย ซึ่งปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ ถูกลมพัดฟุ้งกระจายไป แต่ถ้าวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้น ๆ สูงมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ

ใหญ่ทั่วโลกอีกด้วย โดยประชากรทั่วโลกกว่า 90% ได้รับมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพกระจายเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกหรือ WHO พบว่า ในทุกปีมีประชากรถึง 7 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการได้รับมลพิษทางอากาศ ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอด, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคหัวใจ และ โรคสมอง

“ค่าคุณภาพอากาศ” ต้องสูงขนาดไหนถึงเรียกว่าวิกฤติ!

หลังจากที่เราพูดถึงฝุ่น PM2.5 กันไปแล้วก็มาพูดถึง “ค่าคุณภาพอากาศ” กันบ้าง โดยค่าคุณภาพอากาศ คือ การรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่

โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) , ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10), ก๊าซโอโซน (O3), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

ตอบคำถามที่หลายคนสงสัย สรุปแล้วฝุ่น PM2.5 คือตัวการโรคสมองจริงเหรอ?

มาถึงคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “สรุปแล้วฝุ่น PM2.5 คือตัวการโรคสมองจริงเหรอ?” สำหรับใครที่กำลังสงสัยอยู่ เราขอบอกว่าเรื่องนี้เป็นความจริง! 

จากการรวบรวมข้อมูลวิจัยประชาชนในยุโรป 13 ประเทศขององค์การอนามัยโลก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 2019 พบว่า ในกลุ่มคนที่ได้รับ ฝุ่น PM 2.5 มากกว่า 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ประมาณ 7% ต่อ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากทุกครั้งที่เราหายใจนำฝุ่น PM2.5 เข้าไป ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาเฉพาะที่ปอดหรือระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ฝุ่น PM 2.5 ยังสามารถซึมผ่านเข้าสู่เส้นเลือด ผ่านเข้าทางเส้นประสาทการรับกลิ่นที่อยู่ในโพรงจมูก และผ่านเข้าไปยังสมองโดยตรงได้ หลังจากที่ฝุ่นจิ๋วตัวร้ายเข้าไปยังสมองแล้ว สิ่งต่อมาที่จะเกิดขึ้นกับคุณก็คือสมองมีภาวะอักเสบ มีการหลั่งสารอักเสบชนิดต่าง ๆ ทำให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ เกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ

จากหลายงานวิจัย พบว่า ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกัน กล่าวคือ หากเป็นในเด็ก ฝุ่น PM2.5 จะส่งผลต่อความผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา เช่น มีสติปัญญาด้อยลง, การพัฒนาการช้าลง, มีปัญหาการได้ยินและการพูด รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit) และภาวะออทิซึม (Autism) เพิ่มมากขึ้นถึง 68% 

ในผู้ใหญ่พบว่า การได้รับฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มได้ถึง 34% รวมทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เรียกได้ว่ายังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ ก็มีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าปกติแล้ว โดยทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของระดับ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองถึง 13% โดยในกลุ่มคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองอยู่แล้ว การได้รับ PM 2.5 จะเพิ่มอัตราการตายให้สูงขึ้นไปอีก

หากเป็นคนที่ออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสมอง และเพิ่มอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมองมากขึ้น ส่วนในกลุ่มคนที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน มีสมองที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ฝุ่น PM2.5 รวมทั้งมลพิษในอากาศชนิดอื่น ๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาได้ โดยพบว่าในช่วงเวลาที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วอยู่ในระดับสูง เช่น ฤดูหนาว จะพบคนที่เป็นไมเกรนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง มากกว่าช่วงปกติประมาณ 4 – 13% 

7 ทริคเอาชีวิตรอดในดงฝุ่น PM2.5 

1. ออกกลางแจ้งเมื่อไหร่ ใส่หน้ากากอนามัยเอาไว้

สำหรับใครที่รู้สึกไม่ชินเวลาที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย อาจจะต้องทำใจใส่หน่อย เพราะถึงแม้ว่าฝุ่น PM2.5 จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่คุณก็ไม่ควรประมาทไป เพราะถ้าเกิดสูดดมเข้าไปสะสมในร่างกายอาจจะก่อให้เกิดโรคร้ายได้ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปอด หรือภูมิคุ้มกันไม่ดี ยิ่งต้องระวังใหญ่ โดยหน้ากากอนามัยที่ดีควรเป็น N95 ใส่แล้วเหมาะพอดี ปิดสนิทแนบหน้า และมีไส้กรองกันฝุ่นขนาด PM2.5 อยู่ 

2. “ดวงตา” หน้าต่างหัวใจที่คุณไม่ควรมองข้าม

เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ และบอบบาง เราจึงต้องหมั่นดูแลอยู่เสมอด้วยการหยอดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ หากต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ให้สวมแว่นป้องกันฝุ่นเอาไว้จะดีที่สุด

3. เครื่องกรองอากาศ นวัตกรรมตอบโจทย์ยุค PM2.5 บุก

จริงอยู่ที่การปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ นั้นเป็นทางเลือกที่ดี ปลอดภัยที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าบางครั้ง วิธีนี้ก็ใช่ว่าจะรอดเสมอไป! ทางที่ดีช่วงนี้อาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องฟอกอากาศควบคู่ไปด้วย ทางเดินหายใจของคุณจะได้ปลอดภัยมากขึ้น

4. งดตากผ้ากลางแจ้ง

ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าการตากผ้าในที่แจ้งนอกจากจะได้ผ้าแห้ง ไม่มีกลิ่นอับแล้ว มันยังแถมฝุ่น PM2.5 มาให้อีกด้วย ทางที่ดีช่วงนี้งดการตากผ้าในที่แจ้ง เปลี่ยนมาตากผ้าในที่ร่มกันไปก่อน หากกังวลว่าผ้าจะมีกลิ่นเหม็น แนะนำให้ใช้เม็ดหอมแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อลดกลิ่นอับแทน

5. ทานอาหารดี มีประโยชน์

อาหารช่วงนี้เราขอแนะนำให้คุณรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการดีท็อกซ์ และอุดมไปด้วยประโยชน์ เพื่อที่สารอาหารเหล่านั้นจะไปช่วยขับสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย แถมยังเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย

6. ตรวจเช็กสุขภาพเสมอ อย่าให้ขาด

ในแต่ละวันเราอยากแนะนำให้คุณตรวจสุขภาพด้วยตัวเองเบื้องต้นว่า ร่างกายเกิดความผิดปกติอะไรไหม  หากมีอาการผิดปกติ หรืออยู่ในกลุ่มสุ่มเสี่ยงต่าง ๆ อาจจะต้องระวังกันเป็นพิเศษ และต้องไปพบแพทย์ทันที แน่นอนว่าช่วงนี้คุณผู้อ่านอาจจะลองไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว หากเป็นอะไรจะได้รับมือทัน และไม่สายเกินแก้

7. รักษาความสะอาดยิ่งชีพ

ขั้นตอนในการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลย ไม่ใช่แค่ป้องกันตัวเองจากฝุ่นเท่านั้น แต่การสวมหน้ากากอนามัยไว้เป็นเวลานาน อาจทำให้ใบหน้าใต้หน้ากากของเรามีเหงื่อได้ หากดูแลไม่ดีอาจกลายเป็นสิวในภายหลัง

และนี่ก็คือสาระดี ๆ ที่ HSEM MOTOR นำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้ ใครไม่อยากป่วยเป็นโรคร้ายจากเจ้าฝุ่นตัวจิ๋ว ก็นำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดูได้ค่ะ 

สารเคมี

ส่องปัญหาหลังแบน 3 สารเคมี ธันวาคมนี้เกษตรกรต้องรอด!

หลังจากที่มีข่าวออกมาอยู่พักใหญ่ จนได้ข้อสรุปเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ประเทศไทยจะแบน 3 สารเคมี เหล่านี้อย่างเด็ดขาด! ประกอบด้วยพาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีอันตราย ตกค้างในผักผลไม้ได้นาน แม้แต่ความร้อน 100 องศาก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ใช่แค่เกษตรกรเพียงอย่างเดียวที่ได้รับโทษจาก 3 สารเคมีนี้ เพราะผู้บริโภคเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน HSEM MOTOR จึงไม่รอช้า ขอนำเสนอทางรอดเพื่อเกษตรกรไทย ต้นธันวานี้ไปเกษตรกรไทยต้องรอด!

รู้หรือไม่? แม้แต่ประเทศผู้ผลิตก็ไม่มีใครกล้าใช้ 3 สารเคมี นะ

1. พาราควอต

สารเคมีที่ผลิตขึ้นมาเพื่อกำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะ สารเคมี ชนิดนี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาครั้งแรกในปี 1882 รู้จักกันในฐานะเป็นสารพิษกำจัดวัชพืชในปี 1955 และผลิตเป็นสินค้าเพื่อเป็นสารกำจัดวัชพืชครั้งแรกในปี 1962 โดยบริษัทไอซีไอ (Imperial Chemical Industries) ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร จากการผนวกควบรวมกิจการหลายครั้ง ในที่สุดไอซีไอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ซินเจนทา” บริษัทข้ามชาติสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บาเซล 

บริษัทนี้กลายเป็นผู้ผลิตพาราควอตรายใหญ่ของโลกภายใต้ชื่อการค้า “กรัมม็อกโซน” รายได้หลักของบริษัทมาจากการขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยมียอดขายสารพิษทั้งหมดปีละ 11.381 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ข้อมูลปี 2014) จากการเปิดเผยของผู้บริหารซินเจนทาเอง พบว่า เฉพาะในประเทศไทยยอดขายของพาราควอตมีมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

ปัจจุบันพาราควอตจำนวนมากถูกผลิตขึ้นที่ประเทศจีนเพื่อลดต้นทนและส่งออกไปขายยังทั่วโลก แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตพาราควอตนั้น ไม่มีใครใช้สารเคมีชนิดนี้เลย!  

2. ไกลโฟเซต

สารเคมีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกในห้องปฏิบัติการของนักเคมีชาวสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1950 ต่อมาเมื่อปี 1970 บริษัทมอนซานโตได้พัฒนาและสังเคราะห์อนุพันธุ์ไกลโฟเซตขึ้นจนค้นพบว่ามีคุณสมบัติในการกำจัดวัชพืช มีฤทธิ์ละลายน้ำได้ ซึ่งบริษัทมอนซานโตได้จดสิทธิบัตรไกลโฟเซตและอนุพันธุ์สารพร้อมจดเครื่องหมายการค้ายี่ห้อราวด์อัพ 

ไกลโฟเซตเป็น สารเคมี ปราบวัชพืชที่ทั่วโลกนิยมใช้ ช่วงเวลา 40 ปีระหว่าง 1974-2014 มีการใช้สารไกลโฟเซตในสหรัฐอเมริการสูงถึง 1.6 พันล้านกิโลกรัม ในขณะที่ทั่วโลกมีปริมาณการใช้รวม 8.6 พันล้านกิโลกรัม ปัจจุบันบางประเทศ เช่น โปรตุเกส อิตาลี และนครแวนคูเวอร์ของแคนาดา ได้ออกกฎห้ามใช้สารไกลโฟเซตในพื้นที่สวนสาธารณะต่าง ๆ เนื่องจากเป็นสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

3. คลอร์ไพริฟอส

สารประกอบประเภทออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphates) มีฤทธิ์กำจัดแมลงและหนอนต่าง ๆ ได้หลายชนิด เกษตรกรจึงใช้สารเคมีชนิดนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 (พ.ศ.2508) เพื่อใช้กำจัดศัตรูพืช โดยคลอร์ไพริฟอสจะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทในตัวแมลง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้คลอร์ไพริฟอสเป็นสารประกอบที่มีอันตราย การสัมผัสโดยตรงสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาทของมนุษย์ และทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานตนเอง

ที่ผ่านมาคลอร์ไพริฟอสเป็นยาฆ่าแมลงที่มีการจำหน่ายเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ฉีดพ่นลงในแปลงเกษตร เช่น ฝ้าย ข้าวโพด อัลมอนด์ รวมถึงผลไม้จำพวกส้ม กล้วย และแอปเปิ้ล แต่ถูกต่อต้าน และมีการยกเลิกการใช้ยาฆ่าแมลงชนิดนี้ในหลายประเทศ ครอบครัวเกษตรกรในอเมริกาเองก็เลิกใช้คลอร์ไพริฟอสตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) ด้วยเช่นกัน

ส่องปัญหาหลังแบน 3 สารเคมี !

จริงอยู่ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการเรียกร้องให้แบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เนื่องจากมีรายงานระบุถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากสารเคมีทั้ง 3 ตัว และมีหลายประเทศที่ดำเนินการแบนสารเคมีเหล่านี้แล้ว แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหลังจากที่แบน 3 สารเคมีนี้ เกษตรกรจะสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้ งานนี้ HSEM MOTOR จึงไม่รอช้าขอนำเสนอปัญหาและทางแก้ที่เกษตรกรควรรู้ก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้กัน งานนี้จะมีอะไรบ้าง ห้ามพลาด ! 

1. “ต้นทุน” ของสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจากในการกำจัดวัชพืชไม่สามารถฉีดยาฆ่าหญ้าได้อีกต่อไป การใช้วิธีไถกลบหรือใช้แรงงานคนจึงเป็นคำตอบที่ดี่สุดในเวลานี้ แน่นอนว่าราคาสูงก็ขึ้นตามไปด้วย

2. ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ด้วยต้นทุนภาคเกษตรที่สูงขึ้น ทำให้การแข่งขันกับเพื่อนบ้าน-คู่แข่งในตลาดโลกด้านราคาสินค้ายากขึ้น ทางที่ดีประเทศไทยอาจจำเป็นต้องมุ่งหน้าสู่ “ประเทศเกษตรอินทรีย์” ซึ่งแน่นอนว่า ราคาผักปลอดสารพิษ ก็จะไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าผู้บริโภคส่วนใหญ่

3. ผู้บริโภคมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

ไม่เพียงแต่การที่ต้นทุนผลิตสูงขึ้นจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยลดลงเพียงอย่างเดียว เพราะความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคก็ลดลงด้วย เนื่องจากราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น

กลูโฟซิเนต สารเคมี ทางรอดของเกษตรกรไทย จริงเหรอ?

หลังจากที่เกษตรกรได้ข้อสรุปเป็นที่แน่นอนแล้วสำหรับการแบนพาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ภายหลังนักวิชาการได้นำเสนอสารเคมี ทดแทน 3 สารเคมีดังกล่าว หนึ่งในนั้นก็คือ กลูโฟซิเนต ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช แต่คุณผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า กลูโฟซิเนตเองก็ไม่ได้ปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ใช้งานเลย โดยรศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

การแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เพื่อไปใช้กลูโฟซิเนตที่มีพิษและราคาแพง เหมือนเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เพราะกลูโฟซิเนตมีราคาแพง มีระดับความเป็นพิษสูงกว่าไกลโฟเซตเนื่องจากไกลโฟเซตเป็นยาฆ่าหญ้าที่เป็นพิษต่ำสุดในท้องตลาด โดยกลูโฟซิเนตมีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงกว่าไกลโฟเซตถึง 2.5 เท่า และมีพิษเรื้อรังที่ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์อีกด้วย 

แม้ว่าทางบริษัทผู้ผลิตจะบอกว่ากลูโฟซิเนต ไม่เป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำดื่ม และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม แต่ทาง NGO อังกฤษไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะสารนี้มีความคงทนสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถเคลื่อนย้ายได้ในดิน โดยเฉพาะดินที่มีทราย ทำให้มันลงไปในแหล่งน้ำใต้ดินได้ซึ่งอันตรายต่อจุลินทรีย์ในดิน สิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นอย่างมาก ปัจจุบันสหภาพยุโรป 17 ประเทศไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว และมีแนวโน้มว่าประเทศยุโรปอีก 11 ประเทศ จะเลิกใช้ทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ ทางที่ดี HSEM MOTOR ขอแนะนำให้คุณใช้เครื่องตัดหญ้า หรือทำน้ำยากำจัดวัชพืชแบบไร้สารเคมีจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณและผู้บริโภค

ผู้สูงอายุ

ขับรถบ่อย ๆ ป้องกันโรคสมองเสื่อมใน ผู้สูงอายุ ได้จริงเหรอ?

ในยุคปัจจุบันเรามักจะได้ยินกันมากขึ้นเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนจาก ผู้สูงอายุ จนทำให้หลาย ๆ ฝ่ายเริ่มตระหนักกันมากขึ้นเกี่ยวกับการขับรถของผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดในการขับรถมากมาย อาทิ การหลงลืมเส้นทางในการเดินทาง, การหลงลืมมารยาทในการขับขี่รถบนท้องถนน และอาการป่วยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการขับรถ

จากข้อมูลของสหรัฐฯ หน่วยงานความปลอดภัยการขับขี่ยวดยาน (NHTSA, National Highway Traffic Safety Administration) พบว่า คนอายุ 85 ปีขึ้นไปที่ขับรถ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนจนถึงแก่ชีวิต 13% โดยชนคนเดินถนนตายถึง 17% สถิติตัวเลขนี้สูงเป็น 17 เท่า เมื่อเทียบกับคนขับอายุ 25-65 ปี 

ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึงเรื่องการห้าม ผู้สูงอายุ ขับรถบนท้องถนน แต่คุณผู้อ่านรู้หรือไม่คะว่าแท้จริงแล้วการขับรถบ่อยๆ ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้ เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ HSEM MOTOR หาคำตอบมาให้คุณแล้วค่ะ!

สรุปแล้ว การขับรถบ่อย ๆ ป้องกันโรคสมองเสื่อมใน ผู้สูงอายุ ได้จริงเหรอ?

โดยส่วนใหญ่ ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสการเกิดอุบัติเหตุก็จะเพิ่มมากขึ้นและและจะพุ่งสูงเป็นพิเศษเมื่ออายุเกิน 80 ปี เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผู้สูงอายุจะได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่า อย่างที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ค่ะว่า การขับขี่รถบ่อย ๆ นั้นช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ แต่ก่อนที่เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน HSEM MOTOR ขอพูดถึงความเสี่ยงในการขับรถของ ผู้สูงอายุ กันก่อนค่ะ

จริงอยู่ที่ข้อมูลหน่วยงานความปลอดภัยการขับขี่ยวดยานของสหรัฐอเมริกานั้นได้กล่าวว่าการขับรถของผู้สูงอายุนั้นเป็นสาเหตุทีทำให้เกิดอุบัติเหตุการชนถึงแก่ชีวิต 13% ชนคนเดินถนนตายถึง 17%  แต่คุณผู้อ่านรู้หรือไม่คะว่าสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นไม่ได้มาจากผู้สูงอายุนะ แต่มาจากกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน 

เพราะจากสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน ตั้งแต่ปี 2013-2016 ของ องค์การอนามัยโลก,(World Health Organization–WHO) พบว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็ก ๆ และคนหนุ่มสาวทั่วโลกเสียชีวิตมากที่สุด ส่วนไทยครองแชมป์อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยค่ะว่ากลุ่มคนที่เสียชีวิตบนท้องถนนคือกลุ่มคนหนุ่มสาว และเด็ก นั่นแปลว่า “ผู้สูงอายุ คือ คนกลุ่มน้อยบนท้องถนน” นั่นจึงทำให้กลุ่มผู้สูงอายุไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีถ้าผู้สูงอายุคนไหนขับรถด้วยความเร็วที่มากเกินไป โอกาสการเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาว 

เมื่อฟังข้อเสียแล้ว เราก็มาฟังข้อดีของการให้ผู้สูงอายุขับขี่รถกันบ้างค่ะ เพื่อที่คุณจะได้ประกอบการตัดสินใจเรื่องการขับขี่บนท้องถนนของผู้สูงอายุที่บ้าน

จากงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพของคนสูงอายุที่เชื่องโยงกับการขับรถรวม 16 งานวิจัย และตีพิมพ์ผลงานไว้ในวารสารสมาคมชราวิทยาอเมริกา (AGS) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่า การหยุดขับรถทำให้ผู้สูงอายุซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว และทำให้สุขภาพกายถดถอยยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสุขภาพของคนที่มีเพศและวัยเดียวกันที่ยังไม่ยอมเลิกขับรถ

สอดคล้องกับนายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์ คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก อดีตผู้บริหารโรงพยาบาลพญาไท 2 ที่ออกมาให้ความเห็นเรื่องการขับรถของผู้สูงอายุว่าเป็นเรื่องที่ดี การเลิกขับรถและหมกตัวอยู่แต่ในบ้านมีแต่ทำให้การทำงานของสมองช้าลง และเสื่อมลงมากขึ้น เผลอ ๆ ได้โรคซึมเศร้าแถมมาอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการเลิกขับรถเป็นการแยกตัวออกจากสังคมนอกบ้าน นั่นเอง

“รถไฟฟ้า” นวัตกรรมยานยนต์สำหรับ ผู้สูงอายุ

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ “รถไฟฟ้า” ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมยานยนต์ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์กับผู้สูงอายุแบบสุด ๆ ด้วยการออกแบบที่คล้ายคลึงกับจักรยาน และมอเตอร์ไซค์ แตกต่างก็ตรงที่รถไฟฟ้าจะมีล้อรถ 3 ล้อ ทำให้ตัวรถมีความมั่นคง ผู้ขับไม่จำเป็นต้องรักษาสมดุลในการขับขี่มากนัก เพียงบิดแฮนด์รถเพื่อเร่งความเร็ว และเบรกเมื่อต้องการหยุดรถเท่านั้น งานนี้เราจึงไม่รอช้า ขอแนะนำวิธีเลือกซื้อรถสามล้อไฟฟ้า ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุกัน จะต้องใช้หลักเกณฑ์อะไรบ้าง มาดูกันดีกว่า!

1. ความเหมาะสมในการใช้งาน

สำหรับข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกรถไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เพราะรถไฟฟ้านั้นมีมากมายหลากหลายประเภทที่บริษัทได้ผลิตออกมา ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสำหรับผู้สูงอายุ. รถไฟฟ้าสำหรับแม่บ้าน และรถไฟฟ้าสำหรับบรรทุกสิ่งของ เป็นต้น

ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือกซื้อรถไฟฟ้าเพื่อใช้งานก็ควรตรวจสอบเสียก่อนว่าตนเองต้องการใช้งานด้านใดบ้าง เพื่อที่คุณจะได้รถ EV หรือรถไฟฟ้าที่เหมาะสม ตรงกับใจคุณ โดยคุณสามารถสอบถามข้อมูลสินค้ากับตัวแทนจำหน่าย หรือศูนย์จัดจำหน่ายรถไฟฟ้านั้น ๆ ก่อนได้ เพื่อประกอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ

2. ความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ในการซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามแต่ หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ สำหรับการเลือกซื้อสินค้าจากชื่อเสียงของแบรนด์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ชื่อเสียงยิ่งดังมากเท่าไหร่ ได้ยินบ่อยแค่ไหน ยิ่งเป็นเครื่องการันตีได้ว่าคุณจะหาศูนย์บริการลูกค้าได้ง่าย

แต่เรื่องชื่อเสียงของสินค้าเองก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือเท่านั้น ยังมีเรื่องของอะไหล่สินค้าอีกด้วย จะดีกว่าไหมหากคุณเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กับบริษัทที่มีโรงงานผลิตในไทย ในยามที่อะไหล่รถไฟฟ้าของคุณเกิดเสียหรือชำรุดจะได้สามารถซ่อมได้เลย ไม่ต้องรออะไหล่จากต่างประเทศ แถมราคายังประหยัด สบายกระเป๋าอีกด้วย

3. บริการหลังการขาย

สำหรับข้อนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม หากคุณคือผู้ที่ไม่มีความรู้ในการดูแลรถไฟฟ้ามาก่อน เพราะบริการหลังการขายที่ดีจะตอบโจทย์และช่วยให้คุณสบายใจได้มากยิ่งขึ้นยามที่รถไฟฟ้าของคุณมีปัญหาหรือรถเสีย ยิ่งถ้าบริษัทนั้นมีบริการหลังการขายที่คอยตรวจเช็คสภาพรถทุก 1 เดือน 5 เดือน และ 12 เดือน หรือให้บริการซ่อมรถถึงบ้านด้วยยิ่งดีใหญ่ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาช่างซ่อมรถ และนำรถเข้าศูนย์

4. การรับประกันสินค้า

จริงอยู่ที่การซื้อสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ หรือแบรนด์ที่มีชื่อเสียงนั้นทำให้คุณอุ่นใจในการซื้อสินค้ามากขึ้น แต่แค่นี้มันยังไม่พอหรอกนะ คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นมีคุณภาพ จะดีกว่าไหมหากสินค้าที่คุณซื้อไปได้รับ Warranty หรือการรับประกันสินค้าจากทางแบรนด์

โดยส่วนใหญ่สินค้ามักจะได้รับการประกันสินค้าและแบตเตอรี่ให้ที่ 1 ปีเท่านั้น ส่วนมอเตอร์จะได้รับประกันมอเตอร์สูงสุดอยู่ที่ 5 ปี ดังนั้นเวลาที่คุณจะซื้อรถไฟฟ้าอย่าลืมดูเรื่องการรับประกันสินค้าด้วย เวลาที่เกิดปัญหาผิดพลาดจากอะไหล่ที่ใช้ คุณจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ปากช่อง-เขาใหญ่

ผู้ประกอบการธุรกิจ ปากช่อง-เขาใหญ่ ทดลองประสิทธิภาพรถไฟฟ้า

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ให้การต้อนรับผู้ประกอบการจากภาคธุรกิจ หน่วยงาน และสมาคมต่าง ๆ ในพื้นที่ปากช่องและเขาใหญ่ จำนวนกว่า 70 ท่าน ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมทดสอบรถกอล์ฟไฟฟ้าและสามล้อไฟฟ้า

ในกิจกรรม “SEV & STC ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ลงตัวกับทุกการใช้งาน” โดยงานจัดขึ้นที่โรงแรม โบทานิก้า เขาใหญ่ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะให้ผู้ประกอบการทดสอบศักยภาพจริงก่อนซื้อ

ยิ่งให้ยิ่งได้

เอช เซม มอเตอร์ คืนความสะอาดให้ทะเลไทย

“หาดสวย ด้วยมือเรา” กับ กิจกรรมภายใต้โครงการ ยิ่งให้..ยิ่งได้ นำทีมบริหารและพนักงาน บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด โดยคุณวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยพนักงานในเครือฮั้วเฮงหลี กรุ๊ป จำนวน 260 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ เพื่อร่วมกันเก็บเศษขยะริมหาด

โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นที่ชายหาดทะเลไทย ณ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อคืนความสะอาดให้กับทะเลไทย ป้องกันขยะพลาสติกที่อาจจะพัดลงทะเลและเป็นอันตรายแก่สัตว์น้ำ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรให้กับคนไทยทุกคน เหมือนกับพันธกิจที่เราได้ให้ไว้ตั้งแต่ครั้งแรกของการทำธุรกิจที่จะรับผิดชอบและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคม